Latest Entries »

The graphics of Applemountain on PhotoPeach

งานที่ 2

1. คำถาม CMS ย่อมาจากคำว่าอะไร มีชื่อที่แปลเป็นภาษาไทยว่าอย่างไร
ตอบ
ย่อมาจากคำว่า  content management system : cms  มีชื่อแปลเป็นภาษาไทยว่า ระบบการจัดการเนื้อหาของเว็บไซต์

2. คำถาม หน้าที่ของ CMS คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร
ตอบ คือ ระบบที่พัฒนา คิดค้นขึ้นมาเพื่อช่วยลดทรัพยากรในการพัฒนา(Development) และบริหาร(Management)เว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกำลังคน ระยะเวลา และเงินทอง ที่ใช้ในการสร้างและควบคุมดูแลไซต์

3. คำถาม CMS ที่มีชื่อเสียง นอกจาก Joomla แล้วมีอะไรอีก ให้บอกมา 3 ชื่อ
ตอบ 1. Macromedia  Dreamweaver
2.  Macromedia  Flash
3. Microsoft  FrontPage

4. คำถาม Joomla มีข้อดีแตกต่างจาก CMS ประเภทอื่นๆ อย่างไรบ้าง
ตอบ
ทำให้สามารถจัดการกับเนื้อหาหรือข้อความได้โดยตรงผ่านหน้าเว็บโดยผู้บริหารเว็บไม่จำเป็นต้องมีความรู้ทางด้านโปรแกรม เช่น html ในการอัฟเดตเว็บ

  1. Joomla! ให้ใช้งานกันได้ฟรีและสามารถดัดแปลงการใช้งานฟรีพร้อมอัปเดตฟรี
  2. ติดตั้งง่ายได้เว็บแบบมืออาชีพ
  3. ควบคุมหน้าตาเว็บไซด์ด้วยเทมเพลต
  4. สร้างและจัดการเนื้อหาได้ง่าย
  5. รองรับกับการทำงานหลายๆ คนพร้อมกัน
  6. เสถียร ปลอดภัย
  7. ไม่ต้องยึดติดกับคอมพิวเตอร์หรือซอฟต์แวร์ใดๆ
  8. มีสังคมออนไลน์ที่มีข้อมูลช่วยเหลือจำนวนมาก
  9. มีผู้พัฒนาภาษาไทยอย่างเป็นทางการ joomlacorner.com
  10. สมบูรณ์ด้วยโปรแกรมเสริมที่หลากหลาย

5. คำถาม Joomla เวอร์ชันล่าสุด คือเวอร์ชันอะไร
ตอบ 1.5.22

6. คำถาม Appserv คืออะไร มีหน้าที่และประโยชน์อย่างไร
ตอบ AppServ คือโปรแกรมที่รวบรวมเอา Open Source Software หลายๆ อย่างมารวมกัน โดยมี Package หลักดังนี้

– Apache

– PHP

– MySQL

– phpMyAdmin

หน้าที่ AppServ ใช้เป็นชุดโปรแกรมที่ทำการติดตั้งไว้เพื่อการทดสอบหรือใช้งานภาษาในการ พัฒนาโปรแกรม พัฒนาระบบต่างๆ หรือเว็บไซท์ โดยปกติแล้วเราใช้ โปรแกรมที่ติดตั้งมาด้วยทำหน้าที่ดังนี้

เราใช้ Apache เป็น Web Server จำลองการใช้งานเสมือนอยู่บนอินเตอร์เน็ต ในการใช้งานภาษาที่ สามารถรองรับได้

เราใช้ PHP เพื่อให้สามารถใช้งานภาษา PHP และใช้บน Web Server ได้

เราใช้ MySQL เป็น Database Server เพื่อให้ภาษาscript ต่างๆ ที่รองรับสามารถสร้างหรือติดต่อ กับ Database ได้

เราใช้ phpMyAdmin เพื่อเป็นตัวช่วยในการติดต่อ สร้าง ใช้งาน Database ได้ง่ายขึ้น

ประโยชน์ สามารถทำงานได้อย่างสะดวกและรวดเร็วปัญหาจากการติดตั้ง จะน้อยลงและนำไปใช้งานสร้างเว็บไซด์ต่างๆได้อย่างรวดเร็วและไม่ต้องกังวลใจในการติดตั้ง

7. คำถาม ทำไมเราต้องใช้ Appserv ควบคู่ไปกับการทำเว็บด้วย Joomla
ตอบ เพราะappserv จะเป็นการสร้าง โฮสจำลอง เพื่อออกแบบหรือตั้งโครงสร้างในการสร้างเว็บ โดยการใช้ appserv จะสะดวกและ ง่ายต่อการทำสร้างเว็บด้วย

8. คำถาม หาเว็บไซต์ที่สร้างด้วย Joomla มาให้ครูอย่างน้อย 3 เว็บนะ (เว็บแรก ก็เว็บโรงเรียนเราไง)
ตอบ 1.www.potterysiam.com/shop/
2.www.mos.e-tech.ac.th/e-org/
3.www.paknamlangsuan.com
4. http://www.tpg.ac.th/
5. http://www.ccc.ac.th/
6. http://www.udomsuksa.ac.th/
7. http://www.thepbodint.ac.th/
8. http://ubon.obec.go.th/school/dontapchang/
9. http://www.tupl.ac.th/
10. http://www.nattapon.com

สามารถทำงานได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว  ปัญหาจากการติดตั้งของMySQLจะน้อยลง แลนำไปใช้งานสร้างเว็บไซด์ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและไม่ต้องกังวลใจในการติดตั้งด้วย

CMS

CMS ย่อมาจาก Content Management System เป็นระบบที่นำมาช่วยในการสร้างและบริหารเว็บไซต์แบบสำเร็จรูป โดยในการใช้งาน CMS นั้นผู้ใช้งานแทบไม่ต้องมีความรู้ในด้านการเขียนโปรแกรม ก็สามารถสร้างเว็บไซต์ได้ ตัวของ CMS เองจะมีโปรแกรมแถมมาและสามารถแทรกเองได้มากมายเช่น webboard , ระบบจัดการป้ายโฆษณา , ระบบนับจำนวนผู้ชม แม้แต่กระทั่งตระกร้าสินค้า และอื่นๆอีกมากมาย CMS เป็นเหมือนโปรแกรม โปรแกรมหนึ่ง ที่มีผู้พัฒนามาจากภาษาคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในเว็บไซต์เช่น PHP , Python , ASP , JSP ซึ่งในปัจจุบันมีคนใจดีพัฒนา CMS ฟรีขึ้นมามากมายอย่างเช่น Mambo , Joomla , WordPress แน่นอนว่าผู้พัฒนาระบบ CMS ฟรี ที่กล่าวมาข้างต้นนั้นล้วนเป็นมืออาชีพที่มีฝีมือในเรื่องของ เว็บไซต์เป็นอย่างยิ่ง ทั้งการเขียนโปรแกรมที่รัดกุม การออกแบบเนวิเกชั่นที่ดี ทำให้ภาพรวมของเว็บไซต์ที่ใช้ CMS นั้นออกมาในแนวมืออาชีพอย่างมาก

การ ประยุกต์ใช้ CMS ระบบ CMS สามารถนำมาประยุกต์ในงานต่างๆ หลากหลาย อาทิเช่น

>> การนำ CMS มาใช้ในการสร้างเว็บไซต์สถาบันการศึกษา ธุรกิจบันเทิง หนังสือพิมพ์ การเงิน การธนาคาร หุ้นและการลงทุน อสังหาริมทรัพย์ งานบุคคล งานประมูล สถานที่ท่องเที่ยว งานให้บริการลูกค้า
>> การนำ CMS มาใช้ในหน่วยงานของรัฐ อาทิเช่น งานข่าว งานประชาสัมพันธ์ การนำเสนองานต่างๆขององค์กร
>> การใช้ CMS สร้างไซต์ ส่วนตัว ชมรม สมาคม สมาพันธ์ โดยวิธีการแบ่งงานกันทำ เป็นส่วนๆ ทำให้เกิดความ สามัคคี ทำให้มีการทำงานเป็นทีมเวิร์คมากยิ่งขึ้น
>> การนำ CMS มาใช้ในการสร้างเว็บไซต์สำหรับธุรกิจ SME โดยเฉพาะสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์หรือ OTOP กำลังได้รับความนิยมสูง
>> การนำ CMS มาใช้แทนโปรแกรมลิขสิทธิ์ อื่นๆ เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย และง่ายต่อการพัฒนา
>> การใช้ CMS ทำเป็น Intranet Web Site สร้างเว็บไซต์ใช้ภายในองค์กร

ข้อดีของ CMS

1. ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องมีความรู้เรื่องการทำเว็บไซต์ เพียงแค่เคยพิมพ์ หรือเคยโพส ข้อความในอินเทอร์เน็ตก็สามารถมีเว็บไซต์เป็นของตัวเองได้
2. ไม่เสียเวลาในการพัฒนาเว็บไซต์ ไม่เสียเงินจำนวนมาก
3. ง่ายต่อการดูแล เพราะมีระบบจัดการทุกอย่างให้เราหมด
4. มีระบบจัดการที่เราสามารถหามาใส่เพิ่มได้มากมาย อย่างเช่น ระบบแกลลอรี่
5. สามารถเปลี่ยนหน้าตาเว็บไซต์ได้ง่ายๆ เพียงแค่โหลดทีม (Theme) ของ CMS นั้นๆ 

ข้อเสียของ CMS

1. ในกรณีที่ผู้ใช้ต้องการออกแบบทีม (หน้าตาของเว็บ) เองจะต้องใช้ความรู้มากกว่าปรกติ เนื่องจาก CMS มีหลายๆระบบมารวมกันทำให้เกิดความยุ่งยาก สำหรับผู้ที่ไม่มีความรู้
2. ผู้ใช้จะต้องศึกษาระบบ CMS ที่ผู้พัฒนาสร้างขึ้นมา เช่นจะต้องใส่ข้อความลงตรงไหน จะต้องแทรกภาพอย่างไร ซึ่งจะลำบากเพียงแค่ช่วงแรกเท่านั้น
3. ในการใช้งานจริงนั้นจะมีความยุ่งยากในการ set up ครั้งแรกกับ web server แต่ปัจจุบันก็มีผู้บริการ web server มากมายที่เสนอลงและ set up ระบบ CMS ให้ฟรีๆโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
เมื่อรวมๆข้อดีและข้อเสียดูแล้วก็ยังเห็นได้ว่า CMS นั้นก็เป็นระบบที่น่าใช้งานอยู่ดี


Joomla

Joomla คือระบบที่ช่วยในการจัดการเนื้อหา (Content Management System: CMS) บนเว็บไซต์ เพื่อช่วยในการอำนวยความสะดวก ลดขั้นตอน และความยุ่งยากในการบริหารจัดการเว็บไซต์ โดยที่ ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ในด้านการเขียนโปรแกรม หรือออกแบบเว็บไซต์ ก็สามารถจัดทำเว็บไซต์ด้วยตัวเองได้ 

Joomla นั้นถูกออกแบบเวอร์ชั่น มาอยู่ 2 แบบด้วยกันคือ

* Joomla 1.0.xxx เป็นเวอร์ชั่นที่ถูกพัฒนาต่อมาจาก Mambo 4.5.x โดยแยกตัวออกมาทำเป็นเวอร์ชั่นของ Joomla โดยรูปแบบการใช้งานยังคล้ายคลึงกับ Mambo 4.5.x อยู่ 
* Joomla 1.5.xxx เป็นเวอร์ชั่นที่ถูกพัฒนาแตกต่าง ออกไปจาก Joomla เวอร์ชั่น 1.0.xxx อย่างสิ้งเชิงทั้งเมนูการใช้งานรวมถึงขั้นตอนการติดตั้ง และโครงสร้างการทำงาน จากการทดสอบ ในการโหลดหน้าเว็บไซต์ Joomla 1.5.xxx สามารถทำงานได้เร็วกว่า Joomla 1.0.xxx

CMS Joomla จะแบ่งเว็บไซต์ออกเป็นสองส่วนหลัก ๆ คือ Frontend คือส่วนที่แสดงผลให้กับผู้เข้าชมเว็บไซต์หรือหน้าเว็บไซต์ Backend คือส่วนการจัดการเนื้อหารวมถึงโครงสร้างของเว็บไซต์หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าส่วน Admin

คำถามท้ายบทที่6

1.อินเทอร์เน็ตทำงานอย่างไร
ตอบ เป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกันทั่วโลกด้วยมาตรฐานเดียวกัน
2.เพราะเหตุใดอินเทอร์เน็ตจึงได้รับความนิยมในปัจจุบัน
ตอบ เพราะเป็นแหล่งที่ใช้สืบค้นข้อมูลข่าวสารต่างๆไม่ว่าจะเป็นทั้งความรู้ทางด้านวิชาการ ทางด้านการเมือง ทางด้านการบันเทิง และเป็นแหล่งที่ใช้ในการพักผ่อนสมองไม่ว่าจะเป็นการเล่นเกมออนไลการดูหลังฟังเพลงหรือแม้กระทั่งการสื่อสารข้อมูลต่างๆ อินเทอร์เน็ตจึงมีความนิยมมากในกลุ่มคนทุกวันแต่ก็มีข้อเสียบ้างเกี่ยวกับเรื่องเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสมดังนั้นจึงต้องเลือกใช้ให้เกิดประโยชน์มากเพราะหากมีด้านที่ดีแล้วก็ย่อมมีด้านที่เสียเสมอถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์เลยทีเดียว
3.ถ้าต้องการเชื่อมต่อเครือข่ายอินเทอร์เน็ตนักเรียนต้องทำอย่างไร
ตอบ ก่อนอื่นก็จะต้องมีโมเด็ม อุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไร้สาย เช่น บลูทูส ยูเอสบี ไวร์เลส ชื่อบัญชีผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ซอฟต์แวร์ระบบปฎิบัติการหรือที่เรียกกันว่าโปรแกรมบราวเซอร์ และที่ขาดไม่ได้คือคอมพิวเตอร์
วิธีการเชื่อมต่อเข้าสู่อินเทอร์เน็ต ติดตั้งโมเด็มกับเครื่องคอมพิวเตอร์แล้วต่อเข้ากับสายโทรศัพท์แล้วติดตั้งเครื่องคอมพิวเตอร์ทำหน้าที่เป็นเครื่องบริการแทนและซื้อชั่วโมงจากบริษัทผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต
แต่ของตัวนักเรียงใช้แอร์การ์ดซึ่งเปรียบเหมือนกับโมเด็ม โดยซิมโทรศัพท์ซึ่งเป็นซิมอินเทอร์เน็ตโดยเฉพาะที่เป็นบริการรายเดือนวิธีใช้คือนำแอร์การ์ดเสียบเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์หรือโน็ตบุคของเราจากนั้นก็ทำการเชื่อมต่อ
กับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตจากนั้นก็คลิกเข้าไปที่โปรแกรมบราวเซอร์เท่านี้ก็จะสามารถเข้าใช้งานได้
4.การค้นหาข้อมูลวิธีใดที่ดีที่สุด เพราะอะไร
ตอบ การค้นหาข้อมูลโดยใช้ซอฟต์แวร์ค้นผ่านเว็บ
โดยการค้นหา (search) เพราะง่ายกับการค้นหาและสามารถเลือกสรรค์ข้อมูลได้อาจจะเป็นเว็บที่เราคุ้นเคยคือเว็บของ google วิธีการคือพิมพ์ข้อมูลเข้าไปในช่องที่ใช้ค้นหาจากนั้นทำการค้นหา ก็จะขึ้นข้อมูลที่เราได้พิมพ์ไว้จากนั้นก็ทำการเลือกเว็บต่างๆที่ต้องการ
5.การค้นหาข้อมูลให้ผลลัพธ์รวดเร็วมีเทคนิคอย่างไร
ตอบ ก่อนอื่นต้องศึกษาเว็บต่างๆให้พอเข้าใจว่าเป็นเว็บประเภทใดตัวอย่างเช่น hotmail.com เป็นเว็บที่ใช้ส่งข้อมูลข่าวสารหากัน เมื่อมีงานที่ต้องการส่งอาจจะเป็นการบ้านที่อาจารย์ให้ส่งทางเมลก็สามารถมาส่งทางเว็บไซต์นี้ได้เป็นต้น
6.ถ้าต้องการค้นหาบทความที่มีคนเขียนไว้เพื่อเผยแพร่นักเรียนจะเลือกคลิกที่คำสั่งใด
ตอบ บล็อก
7.เพราะเหตุใดทุกคนจึงต้องมีคุณธรรมและจริยธรรมในการใช้อินเทอร์เน็ต
ตอบ เพราะต้องคำนึงถึงคนทุกฝ่ายว่าอาจเกิดผลเสียได้ เช่นผู้สร้างเว็บไซต์ก็ควรที่จะสร้างให้เกิดผลดีเพื่อที่จะทำให้คนที่มาดูเกิดความรู้ในสิ่งที่ดีๆ แต่หากสร้างสิ่งที่ไม่ดีออกมาผู้ที่เข้ามาชมหรือมาหาข้อมูลก็จะได้รับสิ่งที่ไม่ดีไป
8.การติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นด้วยการสนทนาผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตควรปฏิบัติตนอย่างไรจึงจะเหมาะสม
ตอบ ใช้ภาษาที่ถูกต้องถูกสถานที่ถูกการเทศะกับผู้ที่ทำการติดต่อสื่อสารด้วยเพราะถือเป็นสิ่งที่ดีและเป็นสิ่งที่เห็นว่าตัวเรามีบุคลิกภาพอย่างไร
9.การคัดลอกผลงานของผู้อื่นบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมีผลเสียอย่างไร
ตอบ หากคัดลอกแล้วใส่แหล่งที่มาให้ชัดเจนก็จะถือว่าเป็นการให้เกียรติกับผู้ทำหรือผู้ที่สร้างผลงานั้นมาแต่หากคัดลอกอย่างเดียวโดยไม่ดูว่าข้อมูลนั้นถูกต้องมากแค่ไหนก็จะทำให้เราไดรับข้อมูลที่ผิดไปดังนั้นควรที่จะศึกษาให้ถูกต้องก่อนที่จะเชื่อในสิ่งที่ผิดๆ
10.นักเรียนจะมีส่วนร่วมในการรณรงค์ให้ผู้อื่นใช้อินเทอร์เน็ตอย่างมีคุณธรรมและจริยธรรมได้อย่างไรบ้าง
ตอบ ควรที่จะเตือนตัวเองก่อนที่จะเตือนผู้อื่นว่าเว็บที่เราเข้าไปนั้นดีหรือไม่หรือมีผลเสียอะไรกับเรามากแค่ไหนดังนั้นเราควรที่จะปิดหรือไม่ก็ไม่ควรเข้าไปอีกเท่านี้ก็สามารถลดปัญหาต่างๆที่จะเกิดขึ้นได้



คำถามท้ายบทที่7

1.เครื่องฉายภาพข้ามศีรษะมีการใช้งานเหมือนและแตกต่างจากเครื่องฉายภาพทึบแสงอย่างไร
ตอบ เหมือนกันคือเหมาะกับการนำเสนอผลงานต่างกันที่เครื่องฉายภาพข้ามศีรษะใช้เลนส์ที่มีระยะโฟกัสสั้นคือสามารถฉายวัสดุหรือภาพในระยะใกล้จอให้เกิดภาพขยายใหญ่ส่วนเครื่องฉายภาพทึบแสงจะเป็นการฉายแบบสะท้อนใช้ฉายภาพทึบแสงได้ทุกชนิดภาพที่ได้เป็นภาพเหมือนต้นฉบับใช้ฉายวัตถุที่ไม่ต้องการให้จับได้ เช่น แร่ หิน เป็นต้น
2.อุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศชนิดใดนิยมใช้มากที่สุดเพราะเหตุใด
ตอบโทรศัพท์มือถือกับเครื่องคอมพิวเตอร์เพราะสะดวกกับการใช้งานและสามารถหาข้อมูลข่าวสารได้โดยผ่านระบบอินเทอร์เน็ตเป็นต้น
3.ถ้าต้องการนำเสนองานด้วยเครื่องฉายภาพทึบแสงนักเรียนต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง
ตอบ ต้องเตรียมโพรเจกเตอร์หรือจอภาพคอมพิวเตอร์หรือจอโทรทัศน์เพราะต้องใช้ควบคู่กันกับเครื่องฉายภาพทึบแสง
4.การนำเสนองานประเภทสาธิตการทำอาหารควรใช้ไมโครโฟนประเภทใดเพราะเหตุใด
ตอบ ไมโครโฟนแบบห้อยคอเพราะมีขนาดเล็กสามารถนำเอาไปติดกับเสื้อที่เราใส่และสาธิตได้ง่ายและสะดวกในการสาธิตด้วย
5.ซอฟต์แวร์ไมโครซอฟต์เพาเวอร์พอยนต์สามารถนำเสนอกราฟที่สร้างจากซอฟต์แวร์ไมโครซอฟต์เอกเซลได้หรือ ไม่ อย่างไร
ตอบ ได้ โดยการคัดลอกข้อมูลจากเอกเชลมาวางในเพาเวอร์พอยนต์สิ่งที่ได้คือตารางกับข้อมูลที่เราได้คัดลอกลงไป
6.ถ้าต้องนำเสนองานในสถานที่ที่ไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์นักเรียนจะเลือกนำเสนองานด้วยวิธีใดเพราะเหตุใด
ตอบ ใช้เครื่องสายข้ามศีรษะเพราะไม่จำเป็นต้องมีคอมพิวเตอร์ก็สามารถนำเสนองานได้
7.ข้อมูลที่เหมาะสมต่อการนำมาใช้นำเสนองานควรมีลักษณะอย่างไร
ตอบ ถูกต้องในข้อมูลกระชับผู้รับฟังหรือรับชมสามารถเข้าใจได้อย่างลึกซึ้ง
8.เพราะเหตุใดต้องทำการวิเคราะห์ผู้ฟังก่อนเตรียมเนื้อหานำเสนอ
ตอบ เพื่อเป็นการอธิบายให้ผู้ฟังได้เข้าใจมากขึ้นและจะได้ไม่ต้องอธิบายในเรื่องที่ผู้ฟังนั้นไม่ต้องการรับฟังทำให้กระชับกับเวลาและทำให้ผู้ฟังมีความสนใจมากขึ้น
9.ถ้าต้องการนำเสนอสไลด์การสร้างชิ้นงานควรเลือกคำสั่งใดเพื่อกำหนดรูปแบบสไลด์ในซอฟต์แวร์ไมโครซอฟต์เพาเวอร์พอยนต์
ตอบ คำสั่ง ออกแบบ(Design)เป็นรูปแบบมาตรฐาน ส่วนการทำให้สไลด์มีการเคลื่อนไหวมากขึ้นก็เข้าไปที่Animations หรือ slide show เพื่อดูการนำเสนองาน
10.ภาพเคลื่อนไหวที่สามารถนำมาใช้กับซอฟต์แวร์ไมโครซอฟต์เพาเวอร์พอยนต์ต้องมีลักษณะอย่างไร
ตอบ ต้องเป็นไฟล์ประเภท AVI,Quick Time,MPEG ซึ่งมีนามสกุล avi,qt,mpg,mpegโดยบางไฟล์อาจมีเสียงประกอบมาด้วยสำหรับภาพเคล่อนไหวใน Clip Organizer ที่สามารถนำมาใช้กับสไลด์คือไฟล์ประเภทGIF

องค์ประกอบและหลักการทำงานของคอมพิวเตอร์

1. หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์
การทำงานของคอมพิวเตอร์เริ่มจากการป้อนข้อมูลผ่านทางหน่วยรับเข้าซึ่งข้อมูล ที่ป้อนเข้าไปนี้จะถูกแปลงให้เป็นสัญญาณไฟฟ้าในรูปแบบของตัวเลขในระบบตัวเลข ฐานสองเป็นคำสั่งในการติดต่อสื่อสารกับคอมพิวเตอร์หรือสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำ งานได้ตามต้องการ จากนั้นคำสั่งจะถูกส่งไปยังหน่วยประมวลผลกลางเพื่อประมวลผลตามคำสั่ง ในระหว่างการประมวลผลหากมีคำสั่งให้นำผลลัพธ์จากการประมวลผลไปจัดเก็บใน หน่วยความจำหลักประเภทแรม ผลลัพธ์ดังกล่าวจะถูกส่งไปยังหน่วยความจำหลักประเภทแรม พร้อมทั้งค่าที่อ้างอิงถึงตำแหน่งในการจัดเก็บในขณะเดียวกันอาจมีคำสั่งให้ นำผลลัพธ์จากการประมวลผลไปแสดงยังหน่วยส่งออกได้ด้วยโดยการส่งผลลัพธ์ที่ได้ จากการประมวลผลข้อมูลไปยังหน่วยต่างๆภายในคอมพิวเตอร์จะผ่านทางระบบบัส

2. องค์ประกอบของคอมพิวเตอร์
-หน่วยรับข้อมูล
เป็นส่วนที่ทำหน้าที่รับข้อมูลจากภายนอกเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์เป็นสิ่ง ที่เชื่อมโยจากผู้ใช้คอมพิวเตอร์สู่เครื่องคอมพิวเตอร์ยกตัวอย่าง เช่น เม้าส์  แป้นพิมพ์ เป็นต้น

-หน่วยประมวลผลกลาง
เป็นส่วยที่ทำหน้าที่ควบคุมและประมวลผลของเครื่องคอมพิวเตอร์ ประกอบด้วย 2ส่วนคือ
ส่วนควบคุม เป็นส่วนที่สร้างสัญญาณและส่งสัญญาณไปควบคุมการทำงานของส่วนประกอบต่างๆ ในระบบคอมพิวเตอร์ส่วนที่คำนวณและเปรียบเทียบข้อมูล ทำหน้าที่คำนวณและเปรียบเทียบข้อมูลโดยอาศัยหลักการทางคณิตศาสตร์ และตรรกศาสตร์

หน่วยความจำหลัก
เป็นหัวใจของการทำงานในรูปแบบอัตโนมัติ มีหน้าที่เก็บข้อมูลต่างๆ แบ่งออกเป็น 2ประเภทคือ
หน่วยความจำแบบถาวร
หน่วยความจำชั่วคราว

-หน่วยความจำสำรอง

คุณลักษณะของคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วง

คุณลักษณะของคอมพิวเตอร์
แบ่งออกได้ 5ประเภทได้แก่

1. ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีความเร็วในการประมวลผลสูงสุด มีราคาแพงมาก มีขนาดใหญ่
2. เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีสมรรถนะการทำงานสูงแต่ไม่เน้นความเร็วในการคำนวณเป็น หลัก แต่มีความเร็วสูง นิยมใช้ในองค์กรใหญ่ๆ
3. มินิคอมพิวเตอร์ เป็นคอมพิวเตอร์ที่เหมาะสมกับการใช้งานในองค์กร ขนาดกลาง
4.ไมโคร คอมพิวเตอร์ เป็นคอมพิวเตอร์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดเพราะประสิทธิภาพสูง ราคาไม่แพงจึงเหมาะสำหรับใช้ส่วนตัวที่บ้าน โรงเรียน เป็นต้น
5. คอมพิวเตอร์ ขนาดเล็ก เป็นคอมพิวเตอร์ที่สามารถจัดเก็บข้อมูลประจำวันได้ เล่นเกม ฟังเพลงได้ เป็นต้น เช่น ไอโฟน บีบี เป็นต้น

อุปกรณ์ ต่อพ่วง

1. เครื่องพิมพ์ชนิดต่าง ๆ (Printer)
เครื่องพิมพ์ เป็นอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์เพื่อทำหน้าที่ในการแปลผลลัพธ์ ที่ได้จากการประมวลผลของเครื่องคอมพิวเตอร์ให้อยู่ในรูปของอักขระหรือรูปภาพ ที่จะไปปรากฏอยู่บนกระดาษนับเป็นอุปกรณ์แสดลงผลที่นิยมใช้เครื่องพิมพ์แบ่ง ออกเป็น 4 ประเภท
1. เครื่องพิมพ์ดอตแมทริกซ์ (Dot Matrix Printer)
2. เครื่องพิมพ์แบบพ่นหมึก (Ink-Jet Printer)
3. เครื่องพิมพ์เลเซอร์ (Laser Printer)
4. พล็อตเตอร์ (plotter)

2. เครื่องสแกนภาพ (Scanner)
สแกนเนอร์ คืออุปกรณ์ซึ่งจับภาพและเปลี่ยนแปลงภาพจากรูปแบบของอนาล็อกเป็นดิจิตอลซึ่ง คอมพิวเตอร์สามารถแสดงเรียบเรียงเก็บรักษาและผลิตออกมาได้ภาพนั่นอาจจะเป็น รูปถ่าย ข้อความ ภาพวาด หรือแม้แต่วัตถุสามมิติสามารถใช้สแกนเนอร์ทำงานต่างๆ  ได้ดังนี้

1. ในงานเกี่ยว กับงานศิลปะหรือภาพถ่ายในเอกสาร
2. บันทึก ข้อมูล ลงในเวิร์ดโปรเซสเซอร์
3. แฟ็กเอกสาร ภายใต้ดาต้าเบส และ เวิร์ดโปรเซสเซอร์
4. เพิ่มเติมภาพและจินตนาการต่างๆลงในในผลิตภัณฑ์สื่อโฆษณาต่างๆโดยพื้นฐานการทำงานของสแกนเนอร์ ชนิดของสแกนเนอร์และความสามารถในการทำงานของ สแกนเนอร์แบ่งออกได้เป็น

1. Flatbed scanners ซึ่งใช้สแกนภาพถ่ายหรือภาพพิมพ์ต่าง ๆ สแกนเนอร์ชนิดนี้มีพื้นผิวแก้วบนโลหะที่เป็นตัวสแกน เช่น ScanMader III
2. Transparency and slide scanners ScanMaker ซึ่งถูกใช้สแกนโลหะโปร่ง เช่นฟิล์มและสไลด์

สิ่งที่จำเป็น สำหรับการสแกนภาพ  มีดังนี้
1. SCSI และสาย SCSI หรือ Parallel Port สำหรับต่อจากสแกนเนอร์ ไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์
2. ซอฟต์แวร์ สำหรับการสแกนภาพซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของสแกนเนอร์ให้สแกนภาพตามที่ กำหนด
3. สแกนเอกสาร เก็บไว้เป็นไฟล์ที่นำมาแก้ไขได้อาจต้องมีซอฟแวร์ที่สนับสนุนด้าน OCR
4. จอภาพที่ เหมาะสมสำหรับการแสดงภาพที่สแกนมาจากสแกนเนอร์
5. เครื่อง มือ สำหรับแสดงพิมพ์ภาพที่สแกน เช่น เครื่องพิมพ์แบบเลเซอร์ หรือสไลด์โปรเจคเตอร์

3. โมเด็ม (Modem)

เป็น อุปกรณ์สำหรับคอมพิวเตอร์อย่างหนึ่งที่ช่วยให้คุณสัมผัสกับโลกภายนอกได้ อย่างง่ายดายโมเด็มเป็นเสมือนโทรศัพท์สำหรับคอมพิวเตอร์ที่จะช่วยให้ระบบ คอมพิวเตอร์ของเราสามารถสื่อสารกับคอมพิวเตอร์อื่นๆได้ทั่วโลกโมเด็มจะ สามารถทำงานของเราสามารสื่อสารกับคอมพิวเตอร์อื่นๆได้ทั่วโลกโมเด็มจะสามารถ ทำงานของคุณให้สำเร็จได้ก็ด้วย การเชื่อมต่อระหว่างคอมพิวเตอร์ของคุณเข้าคู่สายของโทรศัพท์ธรรมดาคู่หนึ่ง ซึ่งโมเด็มจะทำการแปลงสัญญาณ ดิจิตอล (digital signals) จากเครื่องคอมพิวเตอร์ให้เป็นสัญญาณ อนาลอก (analog signals) เพื่อให้สามารถส่งไปบนคู่สายโทรศัพท์ความ สามารถของโมเด็ม เราสามารถใช้โมเด็มทำอะไรต่างๆได้หลายอย่าง เช่น
1. ใช้ บริการ ต่างๆ จากที่บ้าน เช่นสั่งซื้อของผ่านอินเตอร์เน็ต
2. ท่องไปบน อินเตอร์เน็ต
3. เข้าถึง บริการออนไลน์ได้
4. ดาวน์โหลด ข้อมูล , รูปภาพและโปรแกรมแชร์แวร์ได้
5. ส่ง – รับโทรสาร
6. ตอบรับ โทรศัพท์

ความหมายของข้อมูลและสารสนเทศ 
ข้อมูล หมายถึง ข้อเท็จจริงต่างๆที่มีอยู่ในธรรมชาติเป็นกลุ่มสัญลักษณ์แทนปริมาณหรือการกระทำต่างๆที่ยังไม่ผ่านการวิเคราะห์หรือการประมวลผลข้อมูลอยู่ในรูปของตัวเลขตัวหนังสือ รูปภาพ แผนภูมิ เป็นต้น
สารสนเทศ หมายถึง ข้อมูลที่ผ่านการเปลี่ยนแปลง หรือจัดกระทำเพื่อผลของการ เพิ่มความรู้ ความเข้าใจของผู้ใช้ ลักษณะของสารสนเทศ จะเป็นการรวบรวมข้อมูลหลายๆ อย่างที่เกี่ยวข้องกันเพื่อจุดมุ่งหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งมีองค์ประกอบ 5 ส่วนคือ

1. ข้อมูล เป็นตัวเลข ข้อความ เสียงและภาพ เป็นข้อมูล ป้อนเข้า
2. การประมวลผล เป็นการกำหนดความสัมพันธ์ของข้อมูล จัดกระทำข้อมูล เพื่อ ให้เหมาะสมต่อการนำไปใช้
3. การจัดเก็บ เป็นวิธีการที่จะเก็บข้อมูลให้เป็นระบบที่สะดวกต่อการใช้ และ สามารถแก้ไขปรับปรุงให้เป็นปัจจุบัน
4. เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการเก็บข้อมูล การประมวลผลทำให้เกิดผล ผลิต ได้แก่ คอมพิวเตอร์ โปรแกรมสำเร็จรูป อุปกรณ์การสื่อสาร เป็นต้น
5. สารสนเทศ ผลผลิตของระบบสารสนเทศจะต้องถูกต้องตรงกับความต้องการใช้และทันต่อเหตุการณ์ใช้งาน 
 
การผลิตสารสนเทศจากข้อมูล
การผลิตสารสนเทศ จะมีขั้นตอนหรือวิธีการต่างๆ ในการปฏิบัติ 9 วิธี ดังนี้

1. การรวบรวม (Capturing) เป็นการดำเนินการเพื่อรวบรวมและบันทึกข้อมูลให้ อยู่ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง เพื่อการประมวลผล เช่น การบันทึกไว้ในแฟ้มเอกสาร หรือด้วย เครื่องคอมพิวเตอร์ การรวบรวมทำได้โดยการสังเกตการสัมพันธ์ การทำแบบสอบถาม การ ทดสอบและการใช้แบบสำรวจ ข้อมูลที่ได้จะต้องมีคุณลักษณะ สำคัญ 2 ประการ คือ ความ ตรงตามความต้องการที่กำหนดไว้ และมีความเชื่อถือได้
2. การตรวจสอบ (Verifying) เป็นขั้นตอนสำคัญในระบบการผลิตสารสนเทศ ทำขึ้นเพื่อให้มั่นใจว่า ข้อมุลได้รับการรวบรวม และบันทึกเอาไว้อย่างถูกต้อง การตรวจสอบ ข้อมูลเป็นการค้นหา รวบรวมข้อมุลที่ยังมีความผิดพลาดโดยทั่วไป จะกระทำได้ 3 ลักษณะคือ
  2.1 การตรวจสอบความเป็นไปได้ หรือความสมเหตุ สมผลของข้อมูล
  2.2 การตรวจสอบความสอดคล้องกัน
  2.3 ตรวจสอบความสัมพันธ์ของข้อมูล เป็นการตรวจสอบความถูกต้องของ ข้อมูล โดยอาศัยความสัมพันธ์ของข้อมูลเป็นเกณฑ์
3. การจำแนก (Classifying) เป็นการกำหนดหลักการแบ่งประเภทข้อมูล เป็น หมวดหมู่หรือเป็นกลุ่ม ตามคุณสมบัติของข้อมูลในลักษณ์ ที่หมาะสมมีความหมายและเป็น ประโยชน์แก่ผู้ใช้ โดยการกำหนดสิ่งที่เหมือนกันไว้ด้วยกัน
4. การจัดเรียงลำดับ (Arranging) ภายหลังที่มีการจำแนกข้อมูลและการกำหนด รหัสข้อมูลแล้ว จำเป็นต้องจัดวางโครงสร้างของแฟ้มข้อมูล ว่าจะจัดเรียงลำดับระเบียบ ข้อมูลในแฟ้มข้อมูลอย่างไร
5. การสรุป (Summarizing) เป็นการจัดรวบรวมข้อมูลเข้าด้วยกันหรือแบ่ง กลุ่มข้อมูล และรวบยอดของแต่ละกลุ่ม เพื่อเตรียมคำนวณหาค่าดัชนี หรือสารสนเทศในขั้น ต่อไป การสรุปหรือการรวบรวมยอดข้อมูลนี้ มีประโยชน์ในการตรวจสอบความแนบนัย ของ ข้อมูลอีกด้วย
6. การคำนวณ (Calculating) เป็นขั้นตอนสำคัญที่จะจัดการทำข้อมูลให้เป็น สารสนเทศ ที่อาศัยกระบวนการของคณิตศาสตร์ มาจัดกระทำกับข้อมูล ในรูปความสัมพันธ์ กัน เช่น อัตราส่วน สัดส่วน และเลขดัชนี เพื่อให้ได้สารสนเทศที่มีความหมายตามความต้องการ ของผู้ใช้ที่ได้กำหนดไว้แล้ว
7. การจัดเก็บ (Storing) หลังจากที่ได้คำนวณได้ค่าสารสนเทศหรือดัชนีต่างๆ แล้ว ขั้นตอนต่อมาคือ การจัดเก็บเพื่อการบริการว่าจะต้องจัดเก็บทำข้อมูลพื้นฐานและสารสนเทศที่ ผ่านการจัดกระทำด้วยมือหรือเครื่องคอมพิวเตอร์
8. การเรียกใช้ (Retrieving) เป็นกระบวนการค้นหา และดึงข้อมูลที่ต้องการออก จากสื่อ ที่ใช้เพื่อปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน หรือเพื่อให้บริการและคำตอบแก่ผู้ใช้
9. การเผยแพร่ (Disseminating and Reproducing) เป็นเป้าหมายสุดท้าย ของการดำเนินการสารสนเทศ คือการเผยแพร่สารสนเทศให้กับผู้ใช้ในรูปแบบต่างๆ ทำให้แบบ เอกสาร รายงานหรือการเสนอบนจอภาพ
 
ลักษณะของสารสนเทศที่ดีต้องประกอบไปด้วยรายละเอียด ดังนี้

1. ความเที่ยงตรง (Accuracy) หมายถึง ปราศจากความเอนเอียง สารสนเทศที่ดี ต้องบอกลักษณะความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ไม่ชี้นำปทางใดทางหนึ่ง
2. ตรงตามความต้องการของผู้ใช้ (Relevancy) หมายถึง มีเนื้อหาตรงกับเรื่อง ที่ต้องการใช้ของผู้ใช้แต่ละคน
3. ทันต่อเวลา (Timeliness) หมายถึง สามารถนำสารสนเทศที่ต้องการไปใช้ได้ ทันต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น การจัดเตรียมสารสนเทศให้ทันต่อเวลา ที่ต้องการใช้ มี 2 ลักษณะ คือ การจัดทำสารสนเทศล่วงหน้าตามกำหนดเวลาที่เหตุการณ์จะเกิดในอนาคต และการจัดทำสาร สนเทศอย่างรวดเร็วเพื่อนำไปใช้ในเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น
http://blog.eduzones.com/noknik15clab/33086
 
 
องค์ประกอบของระบบสารสนเทศ
ฮาร์ดแวร์ หมายถึง : อุปกรณ์ คอมพิวเตอร์ที่สามารถทำงานตามชุดคำสั่งได้และให้ผลลัพธ์ตามต้องการ ประกอบด้วย

> อุปกรณ์ป้อนข้อมูลเข้า (input devices)
> หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing unit)
> อุปกรณ์แสดงผล (output devices)
> อุปกรณ์ความจำสำรอง (Secondary Storage devices)

1.1 หน่วยรับข้อมูล (Input Unit)
ทำหน้าที่รับข้อมูลโปรแกรม ต่างๆ ที่ส่งผ่านอุปกรณ์เข้ามาเก็บ ไว้ในหน่วยความจำ ได้แก่ แป้นพิมพ์, เมาส์, Joystick ฯลฯ
1.2 หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit) หรือ CPU ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางควบคุมการทำงานของฮาร์ดแวร์ทั้งหมด แบ่งออกเป็น 2 หน่วย คือ
   1.2.1 หน่วยควบคุม (Control Unit)
   1.2.2 หน่วยคำนวณและตรรกะ (Arithmetic and Logical Unit)
   1.2.3 หน่วยความจำ (Memory Unit) เป็นหน่วยที่ทำหน้าที่จำหรือเก็บคำสั่ง และข้อมูลต่างๆ รวมทั้งผลลัพธ์ที่ส่ง มาจากหน่วยคำนวณ หน่วยความจำอาจมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า หน่วยเก็บ ข้อมูล
1.3 หน่วยแสดงผลเป็นหน่วยที่แสดงผลออกมาทางสื่ออย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่ จอภาพ, เครื่องพิมพ์, เครื่องเจาะบัตร เป็นต้น
ซอฟท์แวร์หมายถึง : ชุดคำสั่งหรือโปรแกรมที่เขียนขึ้นจากภาษาคอมพิวเตอร์ ให้เครื่องทำงานได้ตามต้องการในแต่ละงาน แบ่งตามลักษณะการทำงานได้ดังนี้

1. โปรแกรมระบบปฏิบัติการ (operating system) เป็นโปรแกรมที่เขียนขึ้นเพื่อควบคุมการทำงานของคอมพิวเตอร์ให้อุปกรณ์อื่นๆ สามารถทำงานประสานกันได้ และควบคุมโปรแกรมภายนอกอื่นๆ ให้สามารถใช้งานได้ โปรแกรมระบบปฏิบัติการ ได้แก่ MS-Dos , Linux, UNIX, Windows ฯลฯ
2. โปรแกรมแปลภาษา (Compiler Languages)เป็นโปรแกรมที่แปลภาษาคอมพิวเตอร์ให้เป็น ภาษาเครื่อง
3. โปรแกรมประยุกต์ (Application Software) เป็นโปรแกรมที่นักเขียนโปรแกรมเขียนขึ้นเพื่อสั่งให้ เครื่องทำงานเฉพาะอย่างตามความต้องการของ ผู้ใช้
4. โปรแกรมสำเร็จรูป (Package Program) เป็นโปรแกรมที่เขียนขึ้นเพื่อประมวลผลของงานในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง ได้แก่ 
  4.1 โปรแกรมประมวลคำ (word Processing)
  4.2 โปรแกรมจัดระบบฐานข้อมูล (data Base Management)
  4.3 โปรแกรมทำการคำนวณ (calcutation Program)
  4.4 โปรแกรมสำหรับงานธุรกิจ (Business Program)

ขั้นตอนการปฏิบัติงาน

จากความหมายจะเห็นว่าคอมพิวเตอร์มีขั้นตอนการทำงาน 3ขั้นตอนคือ

1. รับโปรแกรมและข้อมูล
2. ประมวลผล
3. แสดงผลลัพธ์
ข้อมูล (Data)คือข้อเท็จจริงเกี่ยวกับบุคคลสิ่งของ สถานที่ หรือเหตุการณ์ใดๆ ที่สนใจศึกษาข้อมูล แบ่งออกได้ดังนี้

1. รหัส (code) คือสัญลักษณ์ที่ใช้แทนข้อมูลโดยปกติใช้ตัวเลขฐานสอง เช่น 0 ถึง 9 หรือ A ถึง Z
2. บิท (Bit) ย่อมาจาก Binary digit คือหลักในเลขฐานสอง ที่มี 6 บิท หรือ 8 บิท ซึ่งอาจใช้เป็นรหัสแทนตัวอักษรได้ เช่น 00010010 แทน A
3. ไบท์ (Bye) คือกลุ่มของเลขฐาน อาจจะเป็น 6 บิท 8 บิท ก็ได้ นำมาเป็นรหัสแทนสัญลักษณ์ตัวใด ตัวหนึ่ง เช่น 00000000 (8 บิท) เท่ากับ 1 ไบท์
4. ตัวอักขระ (Character) คือสัญลักษณ์ต่างๆ ที่ใช้แทนภาษามนุษย์
5. คำ (Word)
6. เขต (Field)
7. ระเบียน (Record)
8. ไฟล์ (File) หรือแฟ้มข้อมูล

บุคลากร เป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ที่จะทำให้คอมพิวเตอร์ทำงานตามระบบได้ แบ่งออกได้ดังนี้

1. นักวิเคราะห์ระบบ (System analysts)
2. นักเขียนโปรแกรม (Programmers)
3. พนักงานควบคุมคอมพิวเตอร์ (Computer Operaters)
4. ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ (Users Computer)

http://www.kkw.ac.th/kkwweb/teacherhead/webpookie/pensil/lesson9.htm

Hello world!

Welcome to WordPress.com. This is your first post. Edit or delete it and start blogging!